Clothing

cloth2

       การแต่งกายของชาวบาบ๋านั้นเป็นวัฒนธรรมผสมผสาน ระหว่าง วัฒนธรรมจีนกับวัฒนธรรมท้องถิ่นในภูมิภาคนี้ เช่น อินเดีย ไทย รวมไปถึงพม่า ซึ่งถูกปรับเปลี่ยนให้สอดคล้องกับวิถีชีวิต ความเป็นอยู่ และวัฒนธรรมท้องถิ่น สำหรับชาวบาบ๋าบนเกาะส่วนใหญ่ ได้รับอิทธิพลมาจากเกาะปีนัง ซึ่งก็มักเป็นญาติพี่น้องเพื่อนฝูง เป็นคู่ค้าที่ไปมาหาสู่  มีการแลกเปลี่ยนและเชื่อมต่อกับทางเกาะภูเก็ตมาเป็นเวลานาน การแต่งกายรูปแบบนี้นับเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวที่พบเห็นเฉพาะในเมืองปีนัง มะละกา สิงคโปร์ และไทย เท่านั้น

ลักษณะการแต่งกายของชาวบาบ๋า สำหรับผู้ชาย ในโอกาศพิเศษ เช่น แต่งงาน รับแขกบ้านแขกเมือง จะแต่งกายด้วยชุดที่เรียกว่า “ชุดนายเหมือง” ซึ่งเป็นชุดแต่งกายของผู้มีฐานะ เป็นเสื้อคอตั้ง กระดุมห้าเม็ด แขนยาว กางเกงขายาว สีกากี หรือสีขาวครีม สวมหมวกกะโล่ ถือไม้เท้า และสวมรองเท้าหนัง หรือสวมสูทอย่างสากล ที่เรียกว่า ”แม่เสื้อ” ในยุคสมัยที่วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มเข้ามาอย่างชัดเจน แต่ชุดทั่วไปจะแต่งกายด้วยเสื้อคอกลมสีขาว กางเกงขาสั้น หรือกางเกงขาก๊วยสีกากี หรือสีกรมท่า

The clothing of the Baba people was mixed culture of the Chinese tradition and the countries in the region such as India, Thailand and Myanmar. It was adopted to match the fashion of the lifestyle and local culture of the Baba people on Phuket that was mainly influenced by the one of Penang who they are related by blood or through their long -time business interactions between the 2 islands. This clothing was special identity found only in Penang, Malacca, Singapore, and Thailand

On special occasions like a wedding or welcoming guests. men would dress in “Nai Muang” attire. This kind of clothing was used by the elite and had a pointed collar, five buttons, long sleeves, and khaki or light cream coloured trousers. A kilo hat was also worn by the man who carried a walking cane and wore leather shoes or boots like westerner. The shirt is called “Mae Sua” or the “Mother of shirts” that displayed the western culture had obviously started to enter Thailand. However, the general dress consisted of a white round collar shirt, shorts or Chinese style khaki trousers or navy blue.

clothing1

        ชุดครุย : เป็นการแต่งกายที่สวยงามของผู้หญิงบาบ๋า เป็นชุดที่นิยมสวมใส่ในโอกาสพิเศษ เป็นชุดออกนอกบ้าน หรือใส่ในงานพิธีต้อนรับแขกเมือง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในงานแต่งงาน เจ้าสาวจะสวมชุดครุยทำผมเกล้ามวยสูงที่เรียกว่า “ชักอีโบย” ชุดครุยนี้สวมใส่กันในเกาะภูเก็ต ในช่วงเวลากว่า 100 ปีที่ผ่านมา 

ชุดครุยประกอบด้วยเสื้อตัวใน ซึ่งเป็นเสื้อคอตั้งแขนจีบ หรือที่เรียกว่า “เสื้อมือจีบ” เป็นเสื้อตัวสั้น คอตั้ง ปลายแขนเสื้อจับจีบ ตัวเสื้อผ่าหน้า กระดุม 5 เม็ด เรียกว่า “กระดุมกิมตู้น” ซึ่งเป็นเหรียญทองของประเทศอังกฤษนำมาทำเป็นกระดุม

เสื้อตัวใน นี้มักตัดเย็บด้วยผ้าป่าน ผ้ารูเปีย ผ้าลินิน หรือผ้าลูกไม้แบบทึบซึ่งเนื้อหนาดอกแน่น บ้างอาจจะต่อชายเสื้อหรือแขนเสื้อด้วยลูกไม้บ้างปักฉลุ ให้ดูดีขึ้น สีมักเป็นสีอ่อน เช่น ขาว ชมพู ฟ้าอ่อน สาวๆสวมใส่แล้วดูน่ารักอ่อนหวาน เสื้อตัวในนี้ปกติจะเป็นเสื้อสวมอยู่บ้าน ของผู้หญิงภูเก็ตในสมัยอดีต หรือออกไปไหนใกล้ๆ เมื่อจะออกนอกบ้าน หรือไปงานสำคัญจะสวมเสื้อครุยทับอีกทีหนึ่ง เสื้อครุยที่สวมข้างนอกนั้น เป็นเสื้อตัวยาว เลยเข้า แขนยาว ผ่าหน้าไม่มีกระดุมแต่จะใช้ “โกสัง” หรือ “กอสัง” เครื่องประดับที่เป็นเข็มกลัดยึดเสื้อครุย เนื้อผ้าและสีของเสื้อครุยนั้นสามารถบ่งบอกโอกาสในการสวมใส่ได้ว่า หากเป็นเสื้อครุยธรรมดา สวมใส่ไปงานพิเศษทั่วไป มักจะเป็นเนื้อผ้าป่านรูเปีย ที่โปร่งบาง ลวดลาย สีสันหลากหลาย ผู้มีฐานะที่ดีมักมีกำลังสรรหาผ้าเนื้อดีคุณภาพเยี่ยม ลวดลายสวยงามมาตัดเย็บ แต่สำหรับผู้มีฐานะปานกลางก็อาจใช้เนื้อผ้าธรรมดา ที่พิเศษคือชุดเจ้าสาว จะเป็นเสื้อครุยเนื้อผ้าแพร หรือผ้าต่วน และมักเป็นสีชมพูอ่อน ชมพูบานเย็น หรือแดง ดุแวววาวสวยงามโดดเด่นมาก หากเจ้าสาวเป็นลูกคหบดี หรือแต่งงานกับตระกูลร่ำรวย เสื้อครุยอาจปักหรือติดเลี่ยมอย่างวิจิตรงดงาม
ส่วนผ้านุ่งนั้น จะนุ่ง “ผ้าปาเต๊ะ” หรือ “ผ้าหล่าส้อม” นำมาเย็บเป็นผ้าถุง การนุ่งต้องนุ่งให้ชายผ้าอยู่ประมาณตาตุ่ม ตรงปลายผ้าด้านหน้าข้างล่างต้องให้ผ้าถุง ซ้อนทับเสมอกันเรียบร้อยไม่มีชายโผล่ออกมา ด้านหลังต้งให้ลายขวางของผ้าถุงที่เรียกว่า “ท้ายผ้าถุง”  อยู่ตรงกลางบั้นท้ายพอดีแล้วจึงคาด “สายเอวทอง” หรือ เข็มขัดทอง หรือเงิน นาก ตามฐานะไว้ให้แน่น

cloth3

The Gown : The Baba dress is a women’s gown used for special occasions. when going out. or welcoming guests, especially at a wedding reception when the bride will wear her hair tied in bun, which is called “Chak E Boi”. The dress has been used on Phuket for the past 100 years. 

The gown consists of an inner blouse with a pointed collar and crimped sleeves or crimped shirt. This shirt has a short collar and pointed collar with the ends of the sleeves being crimped, The shirt has a split at the front, 5 buttons called “Kim Toon” , which is a british medal used to make them.

The inner blouse is normally made of Cambric cloth, Rupia cloth, linen, or cloth with a floral design. Some may be decorated at the hem or sleeve with floral embroidered designs to look attractive. The colour is normally of a somber tone such as white, purple, or light blue. A young women wearing this gown will have a cute and sweet look. The inner blouse is normally worn when at home or going out in the nearby vicinity for important events. However, the gown would be covered when going out further from home. The covered gown is long extending down below the knee. has long sleeves. open front without buttons but uses a ‘Kosang’ or a decorative object  like a pin to connect the hems of the gown together. The colour of the gown denotes the type of occasion the wearer is attending e.g. for special occasions, the Rupia Cambric gown with a variety of designs and colours is worn. An upper class man can afford the fine cloth that has high quality whereas a middle class man would use cloth of a medium quality. The gown for a bride is usually made of light purple or red taffeta cloth with glittering and outstanding colours. If the bride is the daughter of a wealthy man or  was marry into a rich family, the gown would be delicately embroidered or finely embellished with lustrous object.
         A lungi is usually made from batik or “La som” cloth. which is an ankle length skirt. The bottom hem of skirt when folded together must be completely level. On the back, horizontal designs or the “Lungi’s rear” must be exactly on the buttocks. A golden or silver belt would be tightly worn around the waist.

cloth4
cloth6

         ชุดย่าหยา : หรือที่ชาวจีนในจังหวัดภูเก็ตเรียกว่า “ปั้วตึ๋งเต่”  ที่แปลว่าครึ่งท่อน เป็นชุดแต่งกายของผุ้หญิงบาบ๋าชาวภูเก็ต ที่พบเห็นในสมัยต่อมาหลังจากการแต่งกายชุดครุย ซึ่งเป็นการเปลี่ยนแปลงไปตามความเหมาะสมของยุคสมัยและวิถีชีวิต ให้กระฉับกระเฉง และโปร่งสบายขึ้นตามความเหมาะสม สำหรับในเกาะภูเก็ตแห่งนี้มีการแต่งกายชุดย่าหยาในช่วงเวลาประมาณ 70 – 80 ปีที่ผ่านมา ชุดย่าหยานี้ ชาวปีนังเรียกว่า ชุดเคบาย่า (Kebaya) เป็นการปรับประยุกต์เสื้อตัวนอกของชุดครุยให้สั้นขึ้น ปลายเสื้อด้านหน้าแหลมยาวจนถึงตักแต่ด้านหลังจะสั้นประมาณเอว และสวมโดยไม่ต้องมีเสื้อตัวในอีกชั้น ตัวเสื้อเข้ารูป แต่ยังคงเป็นเสื้อแขนยาว ที่ตัดเย็บด้วยเนื้อผ้าโปร่ง ผ่าหน้าไม่มีกระดุม แต่ใช้ “กระดุมชุด” หรือโกสังติดยึดเหมือนชุดครุย

เสื้อย่าหยาในสมัยแรกจะเป็นผ้าโปร่งสีพื้น ชายเสื้อ ปลายแขนเสื้อ ขอบปก และคอเสื้อติดลูกไม้ถักดูอ่อน ติดกระดุมชุด ที่เป็นเข็มกลัดสวยงามมีสร้อยร้อยเชื่อมต่อกัน 3 ตัว ทำด้วยทอง ทองเหลือง หรือนาก
ในสมัยต่อมาเสื้อย่าหยามีการเปลี่ยนแปลงจากการเย็บชายด้วยลูกไม้ถักมาเป็นการปักฉลุริมชายเสื้อด้วยลวดลายต่างๆ เนื้อผ้าเป็นผ้าโปร่งสีพื้นหรือมีลวดลาย สีสันมักเป็นไปตามวัย เช่นหญิงวัยรุ่นใช้ผ้าสีหวานสดใส หญิงแต่งงานแล้วอาจใช้สีเข้มสดขึ้น ส่วนหญิงสูงวัย จะใช้สีเข้มขรึมลายปักของเสื้อย่าหยา มักเป็นลวดลายของดอกไม้เป็นหลัก นอกจากนั้นยังมีลายคน สัตว์ ผลไม้ สวมทับเสื้อชั้นในแบบเต็มตัว ที่ตัดเย็บด้วยผ้าคอตต้อนสีเดียวกับเสื้อ และปักลายเดียวกันที่ด้านหลัง เพื่อความสวยงามเวลาสวมใส่ และนุ่งผ้าปาเต๊ะเนื้อดี สีเข้ากับเสื้อ หรืออาจเป็นสีที่ขับให้เสื้อดูเด่น

Yaya Dress : The Thai Chinese in Phuket, called this dress “Pua Tueng Teh” that means a half dress. It was a dress worn by a Baba woman in Phuket and was found after use of the gown changed as per the appropriateness of time and lifestyle. The Yaya dress has been worn on Phuket for the last 70 – 80 years. People on Penang called this dress “Kebaya” in which the outer blouse of the gown was made shorter. Its front part is long up above the knee, but its length at the rear is only up to the waist. It is used without the inner one; the blouse is tight but has long sleeves and  is open at the front without any buttons but uses a “Kosang” to hold it like a gown.

The early period yay blouse was transparent with only 1 colour. The hems, tips of the sleeves and rim of the collar were decorated with embroidered floral designs that give it a sweet look, as well as  a beautiful set of buttons with 3 connections made of gold, brass and alloyed metal known as “Nak”.
Later on, the decorations of the Yaya changed from using the embroidered designs to perforations on the hems of the blouse. The fabric used was still 1 colour or multi-coloured depending on the age of the wearer e.g. teenagers normally wore a blouse with colourful contours whereas a married woman wore a blouse of a deep and sombre colour. The designs of the embroidery of the Yaya blouse are floral ones. Other designs that have been used are humans, animals, and fruit. Basically the blouse is worn to cover up the inner one which is made of cotton and in the same colour with the same designs as the other one. To make it even more elegant, a refined batik lungi with the matching colour to blouse is worn or the colour may be one that makes the blouse look mare attractive.

Comments are closed.